Showing posts with label Tourism. Show all posts
Showing posts with label Tourism. Show all posts

19 February 2008

แบบบ้าน ๆ ณ ลำปาง

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปเที่ยวไร่หญ้ามา ไร่หญ้าที่ว่าไม่ใช่ที่ปลูกผักปลูกหญ้าบ้าน ๆ ทั่วไป แต่เป็นชื่อรีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวลำปาง

จะเรียกว่าไปเที่ยวมาก็ไม่ถูกซะทีเดียว เอาเป็นว่าไปสัมมนาหน่วยมากกว่า (เขียนให้ดูดีอีกแล่ะ) ก็มีประชุมหน่วยนิด แล้วก็ฟังเรื่องยาอีกหน่อย

รีสอร์ทที่ว่าอยู่ห่างไกลจากความเจริญพอสมควร จำได้ว่านั่งรถออกจากเชียงใหม่ ผ่านทางคดเคี้ยวหลาย กว่าจะถึงที่หมาย ก็ปวดตูดไปมากมาย

พอถึงที่รีสอร์ท ภาพที่เห็นก็เหมือนชื่อรีสอร์ทจริง ๆ (กรุณานึกภาพตาม) เป็นทุ่งหญ้า ดินลูกรัง ต้นไม้ขึ้นหรอมแหรม ตัวห้องพัก-ห้องสัมมนาสร้างมาแบบบ้าน ๆ เป็นไม้ซุงไม้ท่อนมาก่อ บุฝาบ้านฝาแพดานด้วยเครื่องจักสาน

บรรยากาศแบบชนบ๊ท ชนบท (กรุณาสเตร๊ทเสียงตาม) ไม่ประทับจิตเท่าไหร่เนื่องจากมันดูบ้าน ๆ เกินไป ไม่เข้ากะ Character ตัวเองเท่าไหร่ (สลิดชิบหาย) แต่พวกที่ต้องการปลีกวิเวก หลีกลี้หนีความวุ่นวาย มาใช้ชีวิตบ้าน ๆ ก็โออยู่ เห็นบ้าน ๆ อย่างนี้ แต่ราคาก็ไม่ได้บ้านเลย แพงอักโข

หลังจากประชุมเสร็จ ก็ไปอาบน้ำแร่ต่อที่แจ้ซ้อง อันนี้ไปแช่มาในราคาบ้าน ๆ แค่ซาวบาท เป็นห้องน้ำรวมสภาพดูดี แบบ Private ก็มี ราคา แค่ 50. คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้ามาแช่กัน เพราะไปกระโดดตู้ม ๆ แช่ฟรีกันบริเวณบ่อใหญ่หน้าโรงอาบ นอนแช่สบาย ๆ กะลังเข้าได้เข้าเข็มอยู่ ก็ดันมีเกย์หัวล้านวัยกลางคนเข้ามาลวนลามอีก แรก ๆ ก็ทำเป็นเข้ามาชวนคุย ไอ้เราก็ซื่อ(บื้อ) คุยไป พอคุยไปคุยมา เริ่มไซร้ซะงั้น เลยต้องรีบ(เ)ปิดตูดหนี เซ็งห่าน!!


Host unlimited photos at slide.com for FREE!

อันนี้เป็นที่แช่น้ำแร่รวม จัดบรรยากาศรอบ ๆ ดูเป็นธรรมชาติ


Host unlimited photos at slide.com for FREE!

อันนี้เป็นอ่างน้ำแร่ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า อันนี้ถ้าลงไปแช่คงไข่สุก ส่วนอันที่แช่ได้เนี่ยะอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ถ่ายมา

ตกดึกก็ร้องเกะกันที่รีสอร์ท ร้องไปร้องมา กลายเป็นเพลงลูกทุ่งทั้งน้าน (บ๊าน บ้าน)

วันรุ่งขึ้นก็ปิ๊กกลับเชียงใหม่ ระหว่างทางก็แวะนมัสการพระธาตุลำปางหลวง เข้าไปแล้วเหมือนต้องมนต์ขลัง อาจด้วยความคงทนเก่าแก่กว่า 500 ปีที่ซ้อนเร้นประวัติศาสตร์ไว้มากมาย วัดพระธาตุลำปางหลวงถือเป็นที่ Recommended อีกที่หนึ่งเลยสำหรับคนที่จะแวะเวียนมาเที่ยวทางเหนือ เผลอๆ Amazing กว่าพระธาตุดอยสุเทพเสียอีก

Host unlimited photos at slide.com for FREE!

ทางเข้าวัดจะมีกำแพงสูงล้อมรอบหมด

Host unlimited photos at slide.com for FREE!

พระธาตุลำปางหลวงอายุกว่า 500 ปี

Host unlimited photos at slide.com for FREE! Host unlimited photos at slide.com for FREE!

อันนี้เป็นซุ้มครอบรอยพระพุทธบาท(ซ้าย) อายุกว่า 500 ปีเช่นกัน ความพิเศษของซุ้มนี้คือ เวลาเข้าไปแล้วปิดประตูสนิท จะเห็นภาพจริงหัวกลับขององค์พระธาตุ ปรากฏขึ้นที่ผนังกำแพงด้านใน(ขวา) ใครกะลังเดินมาก็สามารถเห็นหมด ภาพนี้ผู้หญิงไม่สามารถเห็นได้ เนื่องจากเค้าห้ามผู้หญิงขึ้นไป

ขากลับเราแวะกินของอร่อยต่อที่ สนามกอล์ฟไฮโซแห่งหนึ่ง (จำชื่อบ่ได้) และกินเค้ก รักแรกกัด ต่อ ( Love at first bite) เป็นอันปิดทริปบ้าน ๆ ครั้งนี้

10 February 2008

Veranda resort

ไปเที่ยวมา....
เอ๊ย ! ไม่ใช่ ไปประชุมมา ( ทำเป็นเขียนให้ดูดีนิดส์นึง)
เป็นรีสอร์ทเปิดใหม่ ตอนไปพักนี่เค้ายังไม่ได้ grand opening อย่างเป็นทางการ อยู่แถวทางไปสะเมิงอ่ะ ดูแล้วน่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว แต่เพิ่งได้ข้อมูลใหม่มาว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวเนี๊ยะ คนสวนต้องพูดภาษาปะกิตได้ เผอิญก็ไม่ได้เดินไปทักคนสวนเป็นภาษาปะกิตด้วย เลยไม่รู้ว่า 5 ดาวอ๊ะป่าว
เนื่องจากเพิ่งเปิด ต้นไม้เลยยังไม่งอกงาม เห็นเป็นตอ ๆ ไร้ใบซะส่วนใหญ่


เริ่มจาก front : เดินเข้าไปก็ตกแต่งสวยงามเชียว มีสระน้ำหน้า front
ที่พัก : ออกแบบเหมือนกำแพงเมืองเชียงใหม่เก่าล้อมรอบโซนห้องพัก ตัวห้องก็หะรูหะรา บรรยากาศ Induce ให้เกิด Honey moon cystitis มาก ๆ เห็นแล้วอยากแต่งห้องตัวเองให้เป็นแบบนี้บ้างจัง
สระว่ายน้ำก็ open view มีที่อาบแดดอยู่กลางน้ำ มองไปเป็นภูเขาล้อม
ปล. - honey moon cystitis แปลตรงตัวก็คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เกิดจากการมี sex กันบ่อย ๆ เวลาไป honey moon
- ช่วงนี้คืนละ 5900 แต่ถ้าหลัง พย. 51 ต้นไม้งอกงาม ราคาจะขึ้นเป็น 10000

25 December 2007

พิชิต 1,864 โค้ง

ทริปนี้น้องเซอวิก ( cervix= ปากมดลูก ) ของผมถูกข่มขื่นคร้าบบ.... ช่วงล่างน้องเซอวิกของผม ทั้งโดนถูโดนครูด จนฉีกขาดยับเยินไปหมดเลย.....


อย่าเข้าใจผิดนะคร้าบบบ!!! น้องเซอวิกที่ว่านี้คือ Honda civic แต่ผมตั้งชื่อมันว่า "cervix" ช่วงล่างมัน tear เพราะ เพื่อนร่วมทริปผมคนนี้



เห็นรูปนี้แล้วคงไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ กับน้ำหนักตัว 90 โล แถมระหว่างทริปงี้ ..... แดกตลอดเลยคร้าบ ทั้งอาหาร ทั้งน้ำมัน ไม่พอ...แถมยังมาข่มขืนเซอวิกของผมอีก โฮ ๆ


ไหน ๆ เซอวิกผมมันก็เสียสาวไปแล้ว ก็ถือว่าเปิดบริสุทธิ์ได้คุ้มค่าครับ เพราะมันก็พาผมไปถึงจุดสุดยอดได้ กับโค้ง 1,864 โค้ง ขี่มันมาก ๆ เลยคร้าบ


แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดสุดยอด ผมก็ถูกเร้าอารมณ์ก่อนด้วยนี่เลยครับ




"Coffee in love" แต่ผู้ร่วมเร้าอารมณ์กับผมนี่สิ ชายโฉดหมดเลย เลยไม่รู้จะไป In love กะใคร เซ็งเป็ดเจง ๆ


จุดสุดยอดที่ผมพร่ำมานานจนเข้าใจผิดกันไปใหญ่ ไม่ใช่อะไรที่คิด ๆ กันนะคร้าบ นี่เลยครับ.... "พระธาตุดอยกองมู" จุดสูงสุดของเมืองแม่ฮ่องสอน มองเห็นวิวทั้งเมืองเลยคร้าบ...





หลังผ่านจุดสุดยอดมาแล้ว ความเหนื่อยล้า อ่อนเปลี้ย เพลียแรงของผมก็ถูกชาร์ตโดย "ร้านใบเฟิร์น" ร้านอร่อยมีชื่อเสียงในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และ "ถนนคนเดิน" ที่หนองจองคำ




กับคืนแรกของผมก็ผ่านไปด้วยดี ที่ร่วมหลับนอนของผมและผองเพื่อนในคืนนี้คือ "ริมน้ำกลางดอย" รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทติดริมแม่น้ำปาย บรรยากาศดีมาก ๆ เลยคร้าบ เหมาะกับคู่รักมานอนกอดกัน เพราะกลางคืนที่นี่หนาวมากครับ ตื่นมาอีกทีก็เป็นแบบที่เห็นนี่แหละครับ ขอบอกว่า สุดยอดดดดดด...มากคร้าบบบบ




วันนี้ผมพาน้องเซอวิกของผมไปผ่อนคลายที่ "สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย" ครับ หลังจากที่เมื่อวานกรำศึกหนักมา นี่เลยครับ..... Pround to present "ปางอุ๋ง"






แล้วผมก็ได้ไปใช้ชีวิตแบบบ้าน ๆ กับเขา .... กินชา home made จากไร่ชาหลังบ้าน, กินอาหารจีนยูนานพื้นบ้าน, ทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะบ้าน ๆ ให้เจ้าคุณนายคุณใน "พระตำหนักปางตอง", ไปเป็นเกษตรกรบ้าน ๆ ให้อาหารปลาที่ "ถ้ำปลา" (สรุปว่ามันบ้านตรงไหนเนี๊ยะ)






หลังจากทำตัวบ้าน ๆ ไปหลายอย่าง เริ่มรู้สึกไม่เข้ากับตัวเองเท่าไหร่ ก็เลยไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำโคลนที่ "ภูโคลน" ขจัดเอาความบ้าน ๆ ออกไป คนดูแลที่นี่เค้าบอกว่าโคลนที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์และสามารถเอามาพอกหน้า พอกตัวได้เนี๊ยะมีแค่ 3 แห่งในโลกเท่านั้น และ "ภูโคลน" ก็เป็นหนึ่งในนั้น




หลังจากสบายตัวแล้วผมกับน้องเซอวิกก็มุ่งหน้าไปปายต่อเลยคร้าบ......


>>> To be continue IN PAI


PS. อยากลงรูปมากกว่านี้นะ แต่ไม่ค่อยว่างทำอ่ะ เอามาลงพอเป็นไอเดียล่ะกัน

22 December 2007

ดอยสุเทพ



อยู่เชียงใหม่มาเกือบจะ 10 ปีแล่ะ

ไปเที่ยวดอยสุเทพหลายครั้งมาก ๆ จนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง

เที่ยวตั้งแต่มันยังไม่มีรถ tram จนมันสร้างเสร็จ

แขกไปใครมาก็พาไปประจำ

คราวนี้ก็เลยรวบรวมรูปที่ถ่าย ๆ ไว้ มาลงซะทีเดียวเลย

เริ่มจากครูบาฯ ที่ตีนดอยกันก่อนเลย เป็น step แรกที่ทุกคนต้องมากราบไหว้ก่อนขึ้นดอย

















ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีกล้อง Hiso Hiso + ภาพที่ลงก็ย่อเอาไว้ รูปอาจดูเบลอ ๆ ไปหน่อย

ช่วงแรก ๆ ที่ไปเที่ยวก็ถ่ายมุมกล้องแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป

แต่หลัง ๆ พอไปเที่ยวบ่อย ๆ ก็เลยพยายามหามุมแปลกตา ถ่ายออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น

15 October 2007

พาเกาหลีไปแอ่ว (เที่ยว)

มีหนุ่มเกาหลีมาแอ่วเชียงใหม่

ความจริงก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรมากมายหรอก

คือเค้าไปเที่ยวที่สุราษฎร์มา ก่อนที่จะมาเชียงใหม่

แล้วบังเอิญก็ไปรู้จักกับแนน ที่สุราษฎร์โดยบังเอิญ

แนนก็เลยโทรมาเล่าให้ฟัง แล้วเค้าก็สนใจที่จะมาเชียงใหม่

หลังจากแนนเอารูปกระเหรื่ยงคอยาวให้เค้าดู

แนนก็เลยโทรมาฝากฝังไว้ใหญ่เลย (ทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน)

* เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (07-10-2007) ขณะที่กำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบวันศุกร์ที่จะถึงอยู่นี้ จู่ ๆ แนนก็โทรเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยว่า ตาหนุ่มเกาหลีมาถึงเชียงใหม่แล้ว "อารายยยฟะ กำลังอ่านหนังสือจะสอบ มาทำไมตอนนี้เนี๊ยะ เป็นภาระจริง ๆ เลย" (คิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าบอกออกไป) เอาฟะเป็นไงเป็นกัน ก็เลยโทรไปหาอีตาเกาหลีนี่ คุยกันตอนแรกคุยไม่รู้เรื่อง ต้องถามซ้ำแล้วซ้ำอีก OCD ชิปเป๋ง

* กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง สรุปว่าก็เลยพามันไปกินข้าวกลางวันมื้อนึง เป็นอาหารเมือง มันชอบ"แกงคั่วเห็ดถอบ" มากเลย แกงคั่วเห็ดถอบมันก็จะแกงเหมือนแกงเผ็ด (คิดไม่ออกนึงถึงพะแนงหมูไว้) แล้วก็ใส่เห็ดถอบ ซึ่งเป็นเห็ดพื้นบ้านของภาคเหนือ หากินได้เฉพาะช่วงหน้าฝน ไม่สามารถปลูกกินเองได้ ต้องไปเก็บในป่าเท่านั้น มันช่างโชคดีเสียนี่กระไร เราอยู่เชียงใหม่มาเกือบสิบปี กินนับครั้งได้เลย มันมาครั้งแรกก็ได้กินเลย

* ระหว่างกินข้าวก็ได้สืบสาวราวเรื่องดูว่ามันมีหัวนอนปลายเท้ามาจากไหน สรุปได้ว่ามันเรียนจบ English literature (มันคือคณะอักษรฯ เอกอังกฤษหรือเปล่าหว่า?) แล้วก็ไปทำงานที่ออสเตรเลียได้ปีกว่า ๆ แล้วก็ไปทำงานทีนิวซีแลนด์ต่ออีก 9 เดือน เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลย มันพูดอังกฤษเก่งกว่าตูอีก ตอนนี้ลาออกจากงานแล้ว และเอาตังค์เก็บที่มีอยู่มาท่องเที่ยวแบ็กแพคแถบเอเชีย ก่อนจะมาเมืองไทยมันก็ไปฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาแล่ะ ส่วนในไทยมันก็ไปเก็บกวาดที่ภาคใต้กะกรุงเทพมาแล่ะ ฟังมันเล่าแล้วอิจฉาจิง อยากทำแบบนี้บ้าง แล้วมันยังมาแซวเรากะแนนอีก หาว่าเราเป็น Boyfriend กะแนน เราก็บอกว่าไม่ใช่ ๆ มันก็บอกว่าแนนบอก (คดีนี้ต้องได้สะสางกันแน่...แนนเอ๋ย)

* กินข้าวเสร็จ ก็พามันไปต่อที่สวนพฤกษศาสตร์สิริกิตติ์ อยู่แถวแม่ริม ขับรถไป เกือบ 20 โล เห็นจะได้ (มันบอกอยากเที่ยวอะไรที่เป็น nature ๆ ) ไอ้เรานะอยู่เชียงใหม่มานานเคยไปแค่ครั้งเดียว แถมตอนนั้นนานมากแล้วด้วย และก็ไปกับเพื่อน แต่วันนี้ต้องขับรถไปเอง ทางก็ไม่รู้จัก ต้องโทรไปถามทางออวีเป็นระยะ ๆ แต่ในที่สุดก็ไปถึงจนได้ (นึกว่าจะไปไม่ถูกแล้ว) แต่ไปถึงก็เดินได้อยู่ชั่วโมงนึง มันก็ปิดพอดี มันก็บอกนะว่าชอบ (เออ.. ก็ดีที่ชอบ อุตส่าห์ขับรถถ่อมาไกลขนาดนี้ แถมเพิ่งมาเองเป็นครั้งแรกอีกต่างหาก) ตอนไปเนี๊ยะ มีหมอกเต็มเลย เพราะช่วงนี้ฝนตกด้วยล่ะ แล้วก็มีต้นขวดที่เค้าชอบไปถ่าย ๆ กันตอนงาน Royal Flora ด้วย คราวก่อนมายังไม่มี แต่เสียดายที่ไม่ได้เอากล้องไป ก็เลยไม่มีรูปมาให้ดู ตอนเย็นก็พามันไปเดินถนนคนเดิน ไอ้นี่มันก็โชคดีอีกแล่ะ เพราะว่าถนนคนเดินจะจัดแค่คืนวันอาทิตย์เท่านั้น ตอนไปถึงหน้าตามันก็อะเมซิ่งมาก ๆ กับเพราะคนมาเดินกันเยอะแยะ (อันนี้ก็ขอสารภาพอีกเช่นกันว่า มาเดินคราวนี้เป็นครั้งที่สอง ตั้งแต่อยู่เชียงใหม่) แล้วก็สรรหาอาหารไทย ๆ ให้มันลอง ก็มีผัดไทย แหนมคลุก เฉาก๊วยโบราณ ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมกล้วยม้วนใส่ใบตอง (จำไม่ได้ว่าเรียกอะไร คล้าย ๆ ขนมตาลแต่ทำจากกล้วยอะ) มันก็ชอบใจใหญ่เลย

* เดินไปสักพักเราเริ่มหมดแรงเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน แต่มันไม่รู้บ้าพลังมาจากไหนเดินก็เร็ว แถมเดินมันทุกตรอกซอกซอยอีก ตูนี่ขาแถบลากอยากจะกลับแล้ว แต่ก็ต้องเดินเป็นพื่อนมัน ระหว่างนั้นก็ถามมันว่ามันมีแพลนไปไหนมั้ยพรุ่งนี้ มันก็บอกว่าไม่มี..... เอ๊ะ ตานี่ มาเที่ยวแบบไม่มีแพลนอะไรเลย มันบอกว่ามันไม่สามารถแพลน in detail ได้เพราะมันต้องไปหลายประเทศ มันแค่แพลนว่าจะไปประเทศไหนเท่านั้นเอง สรุปก็เป็นภาระตูอีก ต้องคิดแพลนให้มันพรุ่งนี้ ก็เลยแนะนำไปว่าให้มันไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ และก็โปรโมตคุณช่วงช่วง กะคุณหลินหุ่ย (คำเอ้ย กะ คำอ้าย in chiangmai name) มันก็ทำหน้าตาตื่นเต้นอยากไปดูมาก มันไม่เคยดู สรุปก็เลยให้มันไปสองที่นี้ตอนกลางวันพรุ่งนี้ เพราะเราต้องทำงาน กว่าจะเดินกันเสร็จ ส่งมันที่โรงแรม เข้านอนตอนเที่ยงคืน ผ่านไปหนึ่งวันหนังสือได้แตะ ๆนิดเดียวเอง

* วันต่อมา (จันทร์) เราก็ไปบอกว่า เราว่างหลัง 5 โมงเย็นนะ โทรมาได้ สรุปมันก็ไม่โทรมา เราต้องโทรไป ตอนแรกก็นึกว่ามันคงจะมีแพลนแล้ว ก็เลยไม่โทรมา สรุปว่าทันก็ยังไม่มีแพลนอีกตามเคย ข้าวมันก็ยังไม่ได้กิน เผอิญเมื่อวานดันไปสัญญากับมันเมื่อวานว่าจะพามันไปกินข้าวเย็นวันนี้ ก็เลยต้องไปรับมัน และสถานที่ที่เราพามันไป คือ "เฮือนข้าเจ้า" เป็นแนวอาหารขันโตก (อาหารเมือง) และก็มีโชว์การแสดงของทางภาคเหนือ มันก็ประทับใจใหญ่เลย (เราก็ happy ไปด้วย) แต่ค่าอาหารก็แพงโขเชียว เราก็ดันเลี้ยงมันอีก ตอนกินข้าวมันก็เอารูปแพนด้ามาโชว์เราด้วย ดูท่าตาเกาหลีนี่จะชอบแพนด้ามาก ๆ บอกว่ามันน่ารักดี

* กว่าการแสดงจะเลิกก็ปาไป 3 ทุ่มครึ่ง มันก็บอกว่ามันต้องไปจองทัวร์กะเอเจนท์ซี่ จะไปทริปขี่ช้าง ดูกะเหรี่ยงคอยาว แล้วก็ล่องแพไม้ไผ่พรุ่งนี้ (อันนี้เราเคยไปแต่ล่องแพไม่ไผ่อย่างเดียว สงสัยต้องหาเวลาไปเที่ยวแบบมันบ้าง) เราก็สงสัยว่าทำไมมันไม่รีบจองก่อนน้าาาา เป็นอีตาเกาหลีที่ไม่มีแพลนอะไรเลยจริง ๆ เดือดร้อนเราต้องไปเสาะหาเอเจนท์ซี่ทัวร์ให้มันจองตอนจะสี่ทุุ่ม (แต่ก็เต็มใจทำให้นะ) แล้วก็พามันไปกินนมนมต์ต่อ วันนี้กว่าจะกลับหอก็เกือบเที่ยงคืนอีกเช่นกัน หนังสือหนังหาไม่ต้องพูดถึง

* วันถัดมา (อังคาร) วันนี้ใจแข็งไม่โทรไปหามัน เพราะคิดว่ากว่าจะจบ one day trip ของมันคงเย็นอยู่ เลยกลับหอไปอ่านหนังสือ อ่านได้สักพัก........ลองโทรไปหามันดู ถามมันว่าอยู่ไหน-สรุปว่ามันอยู่ที่ hotel เลยถามต่อว่าไม่มีแพลนไปทำอะไรเหรอ-มันก็บอกว่าไม่มี แล้วถามว่ากินข้าวยัง-มันบอกว่ายัง ...... เฮ้อ...ตานี่ไม่มีแพลนอะไรเลย ยิ่งถามมันยิ่งสงสาร แต่ก็บอกปัดมันไปว่าตอนนี้ยังไม่เสร็จงาน ไม่ว่างไป take เลยแนะนำให้มันนั่งรถแดงไปเที่ยว "night bazar" เอง ส่วนเราเดี๋ยวจะไปรับมันไปกิน"ไก่นางฟ้า" ตอนเที่ยงคืน แล้วเราก็อ่านหนังสือต่อ

* ประมาณ 2 ทุ่มเริ่มทน (ตัวเอง) ไม่ได้ เลยโทรไปหามันอีกรอบ ถามว่าอยู่ไหน-มันบอกว่ากินข้าวอยู่แถวโรงแรม (ดูมันทำตัวน่าสงสารเชียว) สรุปเราก็เลยทนไม่ได้ บอกมันว่าเดี๋ยวจะไปรับ พามันไปเที่ยว พอพูดจบเท่านั้นแหละ มันน่ะรีบตอบเลย "Really Really" เราก็ทำเสียงดีใจสุดขีด เฮ้อ..........ตานี่......

* สรุปก็พามันไปเดิน"กาดหลวง" ซื้อแก้วมังกร กับขนุนให้มันลองกิน มันน่ะมาบอกว่าแอบเสียดายที่เราโทรมาหลังจากมันกินข้าวแล้ว เพราะว่าที่ตลาดเนี๊ยะของกินเพียบเลย มันก็จะซื้อโดนัทเพลน ๆ กิน เรารีบห้ามมันไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวเที่ยงคืนเราจะไปกินไก่กัน ต่อจากนั้นก็พามันไปที่ "night bazar" อันนี้ไม่มีอะไรอ่ะ เดินเล่นเฉย ๆ เรามาบ่อยแล้ว

* พอตอนประมาณ 5 ทุ่มเราก็ไปกิน"ไก่นางฟ้า" กัน หลายคนคงสงสัยว่า"ไก่นางฟ้า" มันคืออะไรกัน มันก็คือร้านอาหาร ที่ขายไก่ทอดธรรมดา ๆ นั้่นเอง แต่มันจะเปิดขายตอนเที่ยงคืนเท่านั้น กลางวันไม่เปิด ใครมาก่อน 5 ทุ่มครึ่ง ถึงแม้จะตั้งร้านเรียบร้อบแล้ว ก็ยังไม่สามารถสั่งได้ ต้อง 5 ทุ่มครึ่งตรงเท่านั้น ส่วนรสชาติก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่อร่อย มันก็คงอยู่ไม่ได้มาจนถึงตอนนี้ ตอนที่เราไปเผอิญว่าไปถึงก่อนเล็กน้อย ก็เลยไปนั่งจองโต๊ะไว้ก่อน สักพักคนไม่รู้มาจากไหน โต๊ะเต็มหมดเลย แถมมีคนยืนรอต่อแถวอีกเพียบ (เขียนแล้วหิวเลย) อันนี้ไม่มีในหนังสือท่องเที่ยว ต้องเป็นคนในพื้นที่เท่านั้นที่รู้กัน ( อ้าว.....เรากลายเป็นคนในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เราเป็นเด็กเทพฯนะ)

* หลังกินเสร็จก็ไปส่งมันที่โรงแรม ปกติแล้วจะร่ำลากันก่อนแต่วันนี้ จู่ ๆ มันก็วิ่งขึ้นโรงแรมไปรวดเร็ว เราก็เลยงงกะมัน พอขับรถออกมาได้สักพัก มันก็รีบโทรหาเราใหญ่เลยบอกว่าให้กลับมาก่อน เราก็เลยต้องขับรถกลับไปหามัน สรุปว่ามันขึ้นไปหยิบ organizer ของมันมาให้เราจดที่อยู่ให้มัน กับของขวัญตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเทคแคร์มัน ( เป็นพวงกุญแจอ่ะ ) มันบอกว่าจะไปลาวต่อพรุ่งนี้แล่ะ อาจจะไม่ได้เจอมันอีก ฮือ...ฮือ...น่าเศร้าจังเลย (เว่อร์..............ไป)

* วันถัดมาก่อนมันจะไปลาวก็โทรมาร่ำลาเราก่อนไป ( ก็ดี ที่รู้จัก ไปมาลาไหว้...... ) มันต้องนั่งรถไปต่อที่หนองคายก่อนแล้วก็ข้ามแดนไป ตอนแรกมันบอกจะนั่งเครื่องไป สุดท้ายไม่มีตั๋ว มันเลยต้องนั่งรถรถบัสแทน แทบจะไม่มีแพลนอะไรเลยในชีวิตจริง ๆ...............

* สรุปว่าที่อ่านมาอาจจะดูว่าเราเขียนบ่นนู้น บ่นนี่กะตาเกาหลีมากไปหน่อย ทำชีวิตเราวุ่นวาย แต่ว่าโดยรวมเราก็ประทับใจนะเนี๊ยะ เป็นอะไรที่ดีเมื่อเราได้ให้ เราได้ฝึกภาษา เราได้พาเค้าไปเที่ยว ถึงจะเหนื่อย ถึงจะใกล้สอบ แต่ก็เป็นอะไรที่สนุก ถึงจะรู้จักกันแค่ 3 วัน แต่ก็มีแต่ความประทับใจ และความทรงจำที่ดี แถมเค้าบอกว่า เค้าประทับใจเมืองไทยและก็จะกลับมาเที่ยวอีก

สุดท้ายนี้ (เขียนอย่างกะจดหมาย) ต้องขอบคุณ"กะทิ"มากเลยที่มาเป็นเพื่อนร่วมทริปคอยเทคแคร์ตาเกาหลีนี่กะเราตลอด (ไม่ได้ไปเที่ยวหวีดหวิวกะตาเกาหลี 2 ต่อ 2 นะเฟ้ยอย่าเข้าใจผิด)




ปล. ตอนนี้มีตาฝรั่งหัวทองจากเมกามาทำ Ph.D ที่ภาควิชาเรา มาอยู่ประมาณ 9 เดือน เดี๋ยวคงมีอะไรหนุก ๆ มาเล่าอีกเพียบ

ปล.2 เรื่องสอบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลายคนคงเป็นห่วง ถ้าไม่ห่วงก็ไม่เป็นไร (แอบน้อยใจ) แต่ถ้าห่วงก็ดี เพิ่งสอบเสร็จไป ก็พอทำได้นะ คงผ่านแหล่ะ แต่อาจไม่ทอปเท่านั้นเอง (อิอิ)

05 March 2007

Koh Tao

แรกเริ่มเดิมที plan ไว้ว่าช่วงวันหยุดมาฆบูชาจะไปเที่ยวมาเลย์ ไป ๆ มา ๆ ทริปล่ม แต่ในความโชคร้ายก็ยังไม่ถึงกับโชคร้ายซะทีเดียว เพราะว่าได้ไปดำน้ำที่เกาะเต่าแทน ....ดูไฮโซกว่า

P1010046 resize

เกาะเต่าก็อยู่ในสุราษฎร์นั่นแหละ แต่ถ้าเดินทางจากท่าเรือดอนสักที่สุราษฎร์จะต้องต่อเรือหลายเที่ยว และเสียเวลาเดินทางนานมาก ๆ ( 4 ชม. น่าจะได้) เราก็เลยขับรถกันจากสุราษฎร์ไปขึ้นเรือที่ปากน้ำชุมพรซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าเยอะ ทริปนี้ไปกับปูน เปิ้ล นัต (แก๊งค์สามสหาย) ไปค้างในตัวเมืองชุมพร 1 คืน เพื่อที่จะต่อเรือไปเกาะเต่ารอบ 7 โมงเช้า

ตอนขับรถไปชุมพรกว่าจะไปถึงก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว กว่าจะเช็คอิน + ติดต่อเรื่องเรือไปเกาะเต่า ก็เที่ยงคืนพอดี เราก็แอบหิวขึ้นมา ไม่ใช่ว่าตะกละอะไรหรอกนะ แต่ตอนเย็นกินแค่บะหมี่ไปชามเดียว ไม่อิ่มด้วย ก็เลยชวนเพื่อน ๆ ไปหาอะไรกินตอนเที่ยงคืน แรก ๆ ทุกคนก็บอกว่าไม่หิว ๆ เราก็คิดว่าคงอดกินแล้วล่ะ แต่จู่ ๆ ก็ชวนกันออกมา แล้วก็แวะกินร้านผัดไทข้างทาง ปรากฏว่าพอทุกคนนั่งโต๊ะกันเรียบร้อย ก็สั่งอาหารมากินกันคนละจาน (ชิ ๆ แล้วทำมาเป็นบอกว่าไม่หิว ๆ กัน)
ตอนเช้าเราก็ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นเพื่อไปที่ท่าเรือ ยังง่วงอยู่เลย พอขึ้นเรือปุ๊บก็เลยหลับกันหมด ตื่นมาก็ถึงเกาะเต่าแล้ว เรามา Take course "Open water driver" กันที่ Ban's Resort เป็น Diving resort ระดับ 5 ดาว ของ PADI

P1010043 resize. .P1010025 resize

วันแรกที่ไปถึงก็เรียน ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็นเลย เป็นการเรียน lecture ดู VDO ในห้องเรียน แอบเซ็งนิด ๆ ว่านี่เรามาเรียนชัด ๆ ไม่ใช่มาพักผ่อนเลย ตอนเย็นก็ลงสระน้ำ เค้าเรียกว่า Confined Water ไปฝึก Tecnique ต่าง ๆ ให้ชำนาญ ยัง .....ยังไม่จบ พอ Confined เสร็จ ก็มาต่อ เลคเชอร์อีก แล้วครูก็สั่งการบ้านให้ไปทำให้เสร็จ พรุ่งนี้จะมาเฉลย โอ้ ! แม่เจ้า... ตอนนั้นปาไป 1 ทุ่มแล้ว กว่าจะกินข้าวกันเสร็จแล้วเริ่มทำการบ้านก็ปาไป 3 ทุ่ม ทำ ๆ ไปก็เริ่มขอตัวไปนอนกันทีละคน ๆ สรุป การบ้านคืนนั้นไม่มีใครทำกันเสร็จเลย

P1010027 resize

วันที่สอง คุณครูก็นัด 8 โมงเช้า มันเช้ามากสำหรับเรา เพราะปกติแล้ว 8 โมงเนี๊ยะเป็นเวลาเพิ่งตื่นนอนเลย (ตื่นเช้ามาสองวันแล้วนะ....เหนื่อยเจง ๆ ) ตื่นมาน้ำก็ไม่ได้อาบ แต่อย่าหาว่าเราซกมก เพราะเช้านี้ครูจะให้ Confined Water ต่อในครึ่งเช้า เดี๋ยวไปล้างตัวในคลอรีนนั่แหละ พอช่วงบ่ายถึงได้ออกไปดำน้ำในทะเล (ซักที)

ช่วงบ่ายนี่ลงไปดำ 2 dive ไดร์ฟแรกครูจะเน้นฝึกสกิลเรามากกว่า ก็เลยไม่ได้ชมปงชมปลาอะไร รอบ ๆ มีแต่น้ำทะเลขุ่น ๆ กับตะกอนทราย พอไดร์ฟสองถึงจะเริ่มพาไปแหวกว่ายกะเค้าเสียที แต่แอบผิดหวังอย่างแรง เพราะจุดที่ไปดำเป็นจุดเดิมกะไดร์ฟแรก น้ำมันขุ่น ๆ แถมปะการังดำ ๆ เหมือนปะการังตายซาก ส่วนปลาก็คงไม่ต้องพูดถึง.....กลับมาที่รีสอร์ทก็มาต่อเลคเชอร์อีกเล็กน้อย หลังจบการเรียนวันนี้แอบบ่นกะเพื่อน ๆ ว่า "ถ้าจะมาดำน้ำคราวหน้าอีกทีคงต้องคิดให้ดี ๆ คิดนาน ๆ " เพราะมันเหนื่อยและไม่สนุก แถมปวดหลังอีกต่างหากเนื่องจากต้องแบกแทงค์ออกซิเจน 12 กิโล

P1010036 resize. .P1010039 resize

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าดำน้ำเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะในวันที่สามนี้เอง ทำให้เปลี่ยนความคิดที่มีมาใหม่หมด วันนี้มาเก็บไดร์ฟที่สาม กับสี่ ได้ไปลงจุดดำน้ำที่ White Rock กะ Twin ทั้ง 2 ไดร์ฟนี้ทั้งสนุกทั้งสวย น้ำใสปิ๊งไม่ขุ่นเหมือนวันแรก ดำน้ำจนลืมเวลา มอง Pressure gauge อีกที....อ้าว! ออกซิเจนจะหมดถังแล้ว ต้องรีบขึ้น เสียดายกำลังเพลิน ๆ อยู่เชียว ไดร์ฟวันนี้มีฝรั่งตามมาถ่าย VDO ใต้น้ำด้วย กรุ๊ปเราที่ไปดำสู้กล้องกันทุกคน ไม่มีเหนียมอาย พอเค้ามาถ่ายที ก็วิ่ง...เอ้ย ! ว่ายท่าสวย ๆ เข้าหากล้อง present face กันสุด ๆ ที่ประทับใจอีกอย่างคือ ตอนอยู่ใต้น้ำ ครูให้ถอดตีบกบออก แล้วก็เดินเล่น ทำ Acting บนพื้นทราย ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับอยู่ในอวกาศเลย เวลากระโดดก็จะลอยสูงขึ้นไป 2-3 เมตรแบบสโลว์โมชั่น เวลาตีลังกา ก็จะหมุน ๆ แล้วก็ลอยเคว้งคว้างอยู่พักใหญ่ก่อนที่ขาจะแตะพื้น

เสียดายเวลาผ่านไปเร็วเกิน แป๊บเดียวก็จบคอร์สเสียแล้ว ตอนเย็นปิดคอร์สด้วยการฉาย VDO ที่เค้าถ่ายมา ดูกันไปก็ขำกันไป อันนี้เค้าทำขายพวกเราด้วย แผ่นละ 2000 บาท เป็น DVD แพงโคตร ๆ แต่พวกเราก็สุมหัวกันซื้อแผ่นเดียวแล้วค่อยมาไรท์แจกกัน เพื่อความประหยัด ทั้ง ๆที่ตอนเค้าเริ่มฉาย DVD เค้าก็เขียนไว้โต้ง ๆว่า ห้ามกอปปี๊ (ก็มันแพงนี่นา เข้าใจหน่อย) แอบคิดว่า ถ้าฝรั่งมันเจออย่างงี้บ่อย ๆ มันคงเกิดพฤติกรรมเรียนรู้ แล้วก็คงไม่มาตามถ่ายคนไทยที่ไปดำน้ำแล้วล่ะ เพราะถ่ายไปก็ขายได้แค่แผ่นเดียวทั้งกรุ๊ป ไปถ่ายพวกฝรั่งดีกว่า
ช่วงเวลาว่างตอนบ่ายเราก็ไปเดินเล่นที่หาดทรายรี (ได้ไปเดินหาดซักทีมาอยู่เกาะตั้งหลายวัน ) ไปนั่งกินลมชมพระอาทิตย์ตกที่หน้าหาด

P1010074 resize. .P1010066 resize

ตอนนี้เกิดอาการ Addict อย่างแรง ยังไง ๆ ต้องมาเรียนคอร์ส "Advanced open water driver" ต่อให้ได้ จะได้ดำได้ลึก 30 m. (ตอนนี้ดำได้แค่ 18 ม. เอง)

ปล. มีบลอกเพื่อน ปูน เขียนเอาไว้เหมือนกัน เป็น ver. 1 แอบเม้าท์คุณครูสอนดำน้ำไว้ด้วย คุณครูชื่อซา ไม่รู้ว่าซาอะไร ซาดิสม์ ซาชิมิ ซาสี่ ..... อุ๊บส์ !.....ส

28 February 2007

Phuket & Krabi Trip



คราวนี้เป็นทริปเล็ก ๆ ชิว ๆ คลายเครียด ขับรถจากสุราษฎร์ ไปกะเพื่อน

ภูเก็ต...

กว่าจะขับรถมาถึง ก็เที่ยงพอดี ก่อนเข้าเมืองก็แวะไปทักทายเพื่อนที่ รพ. ถลาง นิดหน่อย + ไปแย่งกินส้มตำเพื่อนด้วย (อร่อยดี) ก็กินพอหอมปากหอมคอ มื้อกลางวันจริง ๆ คือ หมี่ต้นโพธิ์ (หมี่ฮกเกี๊ยนเจ้าดัง) เรารู้สึกเฉย ๆ อะ กินบ่อยแล่ะ แล้วก็ไม่ค่อยถูกปากเราด้วย(ไม่อร่อย..ว่างั้นเหอะ) แต่อันนี้เพื่อนแนนว้อนท์มาก ก็เลยต้องพาเด็กบ้านนอกไปกิน

กินเสร็จก็ไปชอปปิ้งต่อ ที่ Robinson กะ Central ช่วงนี้ตรงกับ End of season พอดี ก็เลยลดกันกระหน่ำ ได้เสื้อของ cc-oo มาตัวนึง (ลดตั้ง 60 % แน่ะ) แถมด้วยการตัดผม จะบอกว่าตั้งแต่มาอยู่สุราษฎร์ไม่เคยตัดผมที่สุราษฎร์เลย เพราะมัน "โลว์" หาร้านดี ๆ ไม่ได้เลย ถ้าไม่มาตัดที่ภูเก็ต ก็กลับไปตัดกรุงเทพ ฯ
เย็น ๆ ก็ไปหาดป่าตอง คราวนี้แตกต่างกันปีก่อนลิบลับเลย ฝรั่งเต็มไปหมด แถมที่พักก็เต็มเกือบหมด แต่ก็ถือว่ายังโชคดีอยู่ ที่ยังเจอเกสต์เฮาส์เหลือให้ซุกหัวนอน เราพักแค่คืนเดียวด้วยแหละ ถ้าพักหลายคืนอย่าหวังว่าจะมี ไม่งั้นคงต้องไปหาที่พักในเมือง

หลังจากได้ห้องพักแล้ว เราก็ไปกิน Zen ริมหาด (ดูไฮโซมั้ย) ความจริง Zen ที่ Central ก็มี แต่กระแดะไม่กิน ต้องมานั่งกินริมหาดป่าตอง อ๊ะ ๆ อย่าคิดว่าก็จัสท์ Zen ริมหาด เพราะสาขาที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่น ๆ เริ่มด้วยนี่เลย.....เมนูที่นี่ไม่มีภาษาไทย มีแต่ภาษาปะกิตกะยี่ปุ่น ผู้จัดการร้านบอกว่าเมนูอันนี้เป็นอันที่ทำขึ้นเฉพาะสาขานี้เท่านั้น ไม่มีในสาขาอื่น (ดูไฮโซมั้ย) แล้วเมนูที่เค้าขายกันเป็นเซต ๆ ก็เป็นเซตที่ไม่มีขายในสาขาอื่น แต่ละเซตก็จะดูไฮโซ ๆ และเพราะความไฮโซของมัน ราคาก็เลยไฮโซไปด้วย ที่นี่ราคาเค้าจะ up ขึ้นมาประมาณ 3% ถ้าถามว่าเราโง่หรือเปล่าจ่ายแพงกว่าทำไม ตอนแรกก็คิดอย่างงี้เหมือนกัน แต่พอเห็นอาหารที่สั่งมาแล้ว ความใหญ่มันต่างกันเยอะ ที่นี่อะไร ๆ ก็จะดูชิ้นใหญ่ไปหมด ใหญ่ตามไซส์ฝรั่ง (ห้ามคิดลึกนะ) เราสั่งเป็นเซตซูชิไป ในเซตมีหอยเชลล์ ไข่ปลาแซลมอน แล้วปลาอะไรก็ไม่รู้ดูไฮโซ ๆ แล้วก็มียำสาหร่าย กะยำปลาโอเป็นเครื่องเคียง ไฮโซและอร่อยดี แต่ก็หมดไปครึ่งพันเหมือนกัน

กินเสร็จก็ไปเดินย่อยแถวแหล่งโลกีย์...เอ๊ย! ไม่ใช่ แถวแหล่งชอป (แหล่งโลกีย์แค่เดินผ่านพอเป็นอาหารตาเฉย ๆ) แต่ไม่ได้ชอปกระจายอะไร เพราะเดินกี่รอบ ๆ ก็ขายของเหมือนเดิม แต่ก็ได้เสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายซีทรูมาตัวนึง กะไว้ว่าจะใส่ตอนเดินหาดพรุ่งนี้เลย ใส่กะกางเกงเลย์ (Match มาก ๆ) แล้วก็ไป "จังซีลอน" ห้างเปิดใหม่ที่ป่าตอง นึกว่าจะดูดีหรูหรา ใหญ่โตสมกับที่มาเปิดที่หาดป่าตอง แต่พอเห็นแล้วผิดหวัง เป็นห้างคาร์ฟูร์มาเปิด ชั้นล่างก็เป็นร้าน boot , starbuck เดินกินบรรยากาศจนเกือบ ๆ เที่ยงคืน ก็กลับเข้าที่พัก

ช่วงเช้าตื่นมาเดินสูดอากาศที่ชายหาด เห็นเค้ากำลังเก็บเศษขยะที่ไอ้พวกฝรั่งมันมาเที่ยวแล้วทิ้งเอาไว้ ชายหาดตอนสว่างนี่มองเห็นชัดเลย มันดูดำ ๆ หมอง ๆ ยังไงไม่รู้ แล้วก็มีกลด (ร่ม) มาปักเต็มเลย ไม่รู้มันจะมาธุดงค์อะไรกันเยอะแยะ เทียบกับหลังสึนามิใหม่ ๆ ช่วงนั้นธรรมชาติช่วยเก็บกวาดทั้งขยะ (ทั้งคน) จนชายหาดขาวสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเป็นสาวพรมจรรย์อีกครั้ง (แต่ตอนนี้แม้แต่เยื่อ...ก็ไม่เหลือ) ทำให้รู้สึกว่ามีสึนามิแล้วดีอย่างนี้นี่เอง

"ธรรมชาติอุตส่าห์ให้อะไรเราตั้งหลายอย่าง มนุษย์เองก็แสวงหาประโยชน์จากมัน แล้วมนุษย์เองอีกนั่นแหละที่ทำลายมัน" (อย่างงี้มันน่าจะมีสึนามิอีกสักรอบมั้ยดีมั้ยเนี๊ยะ)

พอสาย ๆ แดดเริ่มร้อนแล่ะ ซันบล็อกก็ยังไม่ได้ทา เดี๋ยวผิวจะเสียได้ ก็เลยขอบ๊ายบายก่อนนะจ้ะ...หาดป่าตอง เราก็ขับรถเข้าตัวเมือง ไปหาติ่มซำ(เจ้าอร่อย)กิน กว่าจะออกจากภูเก็ตก็เกือบ ๆ เที่ยง ทริปนี้ยังไม่จบ เราจะขับรถไปต่อกันที่....

กระบี่...

กว่าจะขับถึงกระบี่ก็เลยมื้อเที่ยงมานานแล้ว เราเลยแวะ Mc donale (ร้านสิ้นคิด) ที่หาดอ่าวนาง เพื่อหาอะไรไดลูทล์น้ำย่อยในกระเพาะไปพลาง ๆ ก่อน จากนั้นก็นั่งเรือข้ามไปยังอ่าวไร่เลย์ (หาดนี้เดินไปไม่ได้ ต้องนั่งเรือเท่านั้น เพราะมันมีภูเขาลูกใหญ่ขวางระหว่างหาดกะแผ่นดิน) ที่ไร่เลย์ก็จะมีหาดย่อย ๆ อีกหลายหาด หาดที่นี่จัดว่าสวยที่สุดของ จ.กระบี่ ก็ว่าได้ ถ้าไม่นับรวมกับหาดที่อยู่ตามเกาะต่าง ๆ นะ

ตอนนั้นช่วงบ่าย ๆ แดดกำลังร้อนแสบผิวพอดี ก็มีคนไทยอยู่สองตัว เดินเสร่อกางร่มริมชายทะเล คนไทยสองคนนั้นไม่ใช่ใครหรอก เป็นเรากะเพื่อนนั่นเอง ก็มันร้อนนี่คร้าบบบบ (ไม่ใช่กลัวผิวเสียนะเฟ้ย) หาดแถว ๆ นั้นก็มีแต่ฝรั่งนอนอาบแดด ไม่ค่อยมีคนไทย ทีนี้พอมันเห็นคนเดินกางร่ม มันก็มองสิครับ มันคงมองเพราะอิจฉาที่เรามีร่ม แล้วมันไม่มีแน่ ๆ เลย (แต่ดูสายตามันจ้องเราแปลก ๆ อยู่นา) ..... เดินกางร่มกินลมชายทะเลมันผิดด้วยเหรอฟะ แต่ขอบอกว่าตอนนั้นมันร้อนจริง ๆ นะ

ที่นี่เค้ามีกิจกกรรมปีนเขาด้วย ตอนแรกก่อนมาก็คิดจะไปปีนดูเหมือนกัน แต่พอมาเห็นฝรั่งที่นี่เค้าปีนกันแล้ว...เหนื่อยแทนเลย มันปีนกันจนแขนโป่งมือพองไปหมด เราก็ได้แต่ยืนมองแล้วถ่ายรูป จากนั้นก็โบกมือลาทันที ความตั้งใจที่จะปีนตอนแรกมลายหายสิ้น...ก็เรามาพักผ่อนนี่ฝ่า จะมาทำอะไรเหนื่อย ๆ ทำไม จิงมะ
ตอนเย็น ๆ เราก็นั่งเรือกลับมาหาดอ่าวนางใหม่ ตระเวนหาเกสต์เฮาส์แถว ๆ นั้น กว่าจะหาได้ก็เมื่อยขาเอาการเหมือนกัน เพราะถามที่ไหน ๆ ก็เต็มหมด ที่พักที่ได้อยู่ไกลจากหาดออกไปหน่อยนึง หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้วก็นอนพักเอาแรงสักหน่อย ตกดึก ๆ ก็ได้เวลาออกหากิน เอ้ย...ไปกินข้าว มื้อนี้เราขับรถไปกินที่ "ครัวธารา" อยู่ตรงหาดนพรัตน์ธารา เป็นร้านอาหารแนะนำ (เพิ่งออกรายการทีวีไปด้วย) เรามากินที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว อาหารทะเลที่นี่เค้าทำสด อร่อย และที่สำคัญราคาไม่แพงเกินไป (ร้านนี้ได้ออกรายการทีวีเมื่วันก่อนด้วย) กินเสร็จเราก็ไปเดินย่อยต่อที่ริมหาดอ่าวนาง แถว ๆ นี้ตอนกลางคืนก็จะมีร้านรวงให้เดินชอป คล้าย ๆ กับที่หาดป่าตอง ถึงแม้บรรยากาศจะไม่คึกคักเท่า แต่เรารู้สึกชอบแบบนี้มากกว่าอะ มันดูเข้าถึงธรรมชาติดี

เดินไปสักพักความหิวก็เริ่มมา พอดีสายตาเหลือบไปเห็นร้านขายโรตีเจ้านึง โรตีเจ้านี้จัดว่าทำอร่อยดีทีเดียวเชียว เค้าทำแป้งได้บางกรอบมาก เราสั่งโรตีไส้มะม่วงไป ทำออกมาแล้วรสชาติเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ส่วนของเพื่อนเป็นไส้เม็ดมะม่วงหินพานต์ราดชอคโกแลต อันนี้ก็ใช้ได้ ... โรตีอร่อย แถมคนขายยังยิ้มสวย บริการประทับจิตอีกต่างหาก คืนนี้ก็เลยหลับฝันดี สบายแฮเลย

ตื่นมาอีกทีก็สาย ๆ แล่ะ วันนี้ชิว ๆ ไม่เร่งรีบ นั่งดู series เกาหลีเรื่องใหม่ที่มาฉายช่องเจ็ดไปพลาง บิดขี้เกียจบนเตียงไปพลาง จนเริ่มรู้สึกหิวก็เลยต้องลุกมาอาบน้ำแล้วไปหาข้าวเช้ากิน ไม่งั้นคงนอนอืดบนเตียงไปเรื่อย ๆ แน่ มื้อเช้านี้เราตกล่องปล่องชิ้นกับร้านอาหารข้างทางริมชายทะเล ขายพวกอาหารทะเลชุบแป้งทอด อาหารเสียบไม้ (ส้มตำก็มีนะ) มื้อนี้ก็เลยเดินเล่นไปพลาง กินไปพลาง (ความจริงเค้ามีเสื่อให้ปูนั่ง แต่ไม่เอา) พอกินหมดแดดก็ร้อนพอดี เลยรีบหนีขึ้นรถดีกว่า....

โปรแกรมต่อไป เราก็ขับรถไปยังสุสานหอย 400 ล้านปี เพื่อนเราเรียกว่าสุสานหิน ที่เรียกอย่างนั้นก็เพราะพอไปถึง ถ้าไม่บอกว่ามันเป็นหอย ก็คงเข้าใจว่ามันเป็นแผ่นหินธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง แต่ไหน ๆ มาถึงแล้วก็ขอถ่ายรูปสักแชะ ให้รู้ว่าเคยมาแล้วนะ (คราวก่อนไม่ได้มา)

เอาความรู้ไปประดับใส่หัวกันซะหน่อย --> เค้าบอกว่าสุสานหอยในโลกนี้มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น เกิดจากการพลิกตัวของเปลือกโลก ทำให้ชั้นหินโผล่ขึ้นมา แต่ของไทยนี่เป็นสุสานหินแห่งเดียวในโลกที่อยู่ติดริมทะเล "Amazing Thailand" มั้ย

ที่จริงอยากไป ท่าปอมคลองสองน้ำ ที่เป็น Unseen Thailand อีกที่นึง แต่เพื่อนนุชเคยบอกว่า "ก็จัสท์คลอง ตอนเด็ก ๆ ชั้นไปเล่นบ่อย ไม่เห็นมันจะ Unseen ตรงไหนเลย" (อันนี้คงต้องยก credit ให้ ททท. ที่โปรโมตชวนเชื่อได้เก่งจริง ๆ) และด้วยเวลาที่จำกัดก็เลยไม่ได้ไป (ความจริงขี้เกียจขับรถอะ เป็นโรคขี้เมื่อย...อย่างงี้ต้องไปเข้า spa ซ้าหน่อย)

สรุป 2 ปีให้หลัง ธรรมชาติก็ค่อย ๆ ถดถอย แต่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวก็กลับมาเฟื่องฟูเหมือนเดิม เซ็ง... (เอาสึนามิอีกทีท่าจะดี)

24 December 2006

ตะรุเตา-หลีเป๊ะ อาดัง-ราวี

เห็นหัวข้อโพสแล้วหลายคนอ่านแล้วคงงง อะไรมันจะหลายชื่อขนาดนั้น ความจริงแล้วที่ที่เราไปเที่ยวมาก็คือเกาะอาดัง-ราวี แล้วก็เกาะหลีเป๊ะเกาะตะรุเตาเนี๊ยะ ไม่ได้ไปหรอก แต่เค้าเรียกรวมกันว่า "หมู่เกาะตะรุเตา" ซึ่งเกาะที่เราไปเที่ยวมา มันก็เป็นส่วนหนึ่ง ... เค้าเรียกว่าอยู่ในเขตพิทักษ์ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตานั่นเอง



เกริ่นมาซะยาว ......... เข้าเรื่องดีกว่า คือไปมาตั้งกะตอนวันพ่อแล้ว (แอบหนีพ่อไปเที่ยว) ขับรถไปกันเองกับเพื่อนจากสุราษฎร์ ไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากบารา จ.สตูล นั่งรถจนตูดบานเลย (อุ้ย! ขอโทดที่พูดไม่สุภาพ)
.




นั่งเรือนาน ๆ ก็ตูดบานอีก เลยเปลี่ยนมาขับเรือเองซ้าเลย.......... เจ้ยยยย ! ม่ายช่าย แหมขนากนั่งสปีดโบต ยังใช้เวลาตั้งเกือบ 2 ชม. ถ้านั่งเรือหางยาวมีหวังได้ค้างคืนบนเรือแน่ ๆ หรือไม่ก็โดนคลื่นซัดเรือล่มไปแล้ว ความจริงอันนี้คือไปถึงที่หมายแล้วคือ เกาะอาดัง-หลีเป๊ะ แต่ต้องนั่งเรือหางยาวขึ้นฝั่ง เพราะสปีดโบตเข้าไม่ได้ น้ำมันตื้นเกิดไป

.

.

<-- อันนี้ก็ขึ้นเกาะอาดังมาเรียบร้อยโรงเรียน เอาวิวกางเต็นท์มาให้ดู แต่ขอโทษคนอย่างเราไปอย่างราชา จะให้มานอนกลางดินกินกลางทรายได้ยังไง เราจองบ้านพักอุทยานไว้แล้วมีห้องน้ำในตัว

.

.


หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อยก็ปีนขึ้นผาชะโด เพื่อชมพระอาทิตย์ตก ตอนแรกก็ฟิตดีอยู่หรอก แต่พอขึ้นไปได้สักพักหอบเป็นหมาหอบแดดเลย ก็เลยขึ้นไปได้แค่ที่เห็นนี้แหละ สูง 300 เมตรเห็นจะได้ อยากขึ้นไปถึงบนสุดเหมือนกันนะ ประมาณ 800 ม.ใจสู้ แต่สังขารไม่ไหว รู้เลยว่าแก่มากแล้ว ถึงหน้าจะยังอ่อนอยู่ก็เถอะ (ขอชมตัวเองหน่อย ทนอ่าน ๆ ไปเถอะ)อ้อ....ฝั่งตรงข้ามเป็นเกาะหลีเป๊ะ รอก่อนนะจ้ะ..หลีเป๊ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปหาจ้ะ




แหม....แต่ถึงจะเป็นสูงแค่ 300 ม. แต่ก็เห็นพระอาทิตย์ตกสวยงามเหมือนกันนะ ขอบอก.....นั่งดูพระอาทิตย์ตกจนเพลินอยู่นานสองนาน พอจะกลับนี่สิมืดตืดตื๋อเลย มองแทบไม่เห็นทาง เกือบจะหลงป่ากลายเป็นเทวารักษ์ประจำป่าไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ลงมาได้อย่างปลอดภัย

.

.

.



<-- แหกขี้ตาตื่นตั้งกะ 6 โมงเช้าเพื่อมานั่งยิ้มแฉ่งดูพระอาทิตย์ขึ้น (ที่หน้าหาดอาดัง) คนอาไร๊...ไม่เจียมสังขารเลย แค่ปีนเขาเมื่อวานก็ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อฉีกไปหมดแล้ว แถมยังมานั่งหัวฟูอีก น้ำก็ไม่ได้อาบ ฟันก็ยังไม่ได้แปรง หน้าก็ยังไม่ล้าง(อ้าว..ด่าตัวเองซ้างั้น)

.




หุ หุ......Let's go to snokling (หล่อเจง ๆ ใครก็ไม่รุ)

.

.




เกาะหินงาม ชื่อก็บอกอยู่แล้ว เวลาที่หินโดนน้ำ มันจะเป็นประกายวิ๊ง ๆ สวยงาม ที่นี่เค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเรียงหินเป็นชั้น ๆ ได้ 13 ชั้น แล้วให้อธิษฐาน แต่จะสมหวังหรือเปล่านั้น...อันนี้ไม่ทราบได้ เราก็ไม่ได้เรียงหรอก เพราะมัวแต่ถ่ายรูป พอเพื่อนเรียงเสร็จก็มาขอ แชะ! หน่อย (กินแรงว่างั้นเถอะ เหอ ๆ ๆ)

.

.

.



<-- เกาะหินซ้อน ธรรมชาติก็ช่างสร้างจริง ๆ เอาหินมาซ้อนกันได้ยังไง


.

.




กลางวันเราแวะกินข้าวกันที่เกาะลอกล้วย(ลอ-กล้วย)กินอิ่มพุงกาง ก็เล่นมาน้ำริมทะเล น้ำทะเลใสปิ๊ง ๆ วิ๊ง ๆ มาก เลยเก็บภาพมาให้อิจฉาตาร้อนกัน

.




แล้วเราก็นั่งเรือมาที่เกาะราวีต่อ จำได้ว่านั่งเรือมาไกลมาก และด้วยความที่หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ก็เลยนั่งหลับบนเรือไปหลายตื่น ตอนเรือมันโคลงเกือบตกเรือแน่ะ ตื่นมาก็มีสภาพอย่างนี้แหละ ลิงโลดเลย ที่เกาะนี้ปะการังสวยมาก ขอบอก เจอนีโมตัวเบ้อเริ่มเลย ที่เกาะสุรินทร์ยังตัวไม่เบิ้มขนาดนี้ แถมปะการังที่นี่ แค่ว่ายออกไปจากฝั่ง 3ม. เองก็เห็นหมด และเป็นปะการังที่สมบูรณ์มาก ปลาก็เยอะ




ดำน้ำมาทั้งวัน เหนื่อยโคตร ๆ เลย ความจริงมีอีกหลายจุดแต่เอาพอหอมปากหอมคอ (ปากรังเจ็ดสีที่ร่องน้ำจาบังสวยมาก)กว่าจะกลับมาอาดังก็เย็นพอดี เราก็ขนสัมภาระของเราย้ายไปพักที่นี่เลย "Mountain resort" อยู่เกาะหลีเป๊ะ นั่งเรือหางยาวข้ามฝั่งไป เป็นรีสอร์ทอยู่บนเขา ถึงตอนนี้แถบจะตะกายขึ้นเขาเลย เพราะเหนื่อยมาก + สัมภาระที่ต้องหอบขึ้นไปอีก ไปถึงก็สลบเหมือด อดดูพระอาทิตย์ตกเลย




ตกกลางคืนก็เดินทอดน่องไปตามชายหาดพัทยา หาดที่นี่ทรายละเอียดยิบ ๆ เลย ที่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน ยังสู้ไม่ได้ เดินเท้าเปล่าแล้วนุ่มเหมือนเดินบนนุ่นยังไงยังงั้นเลย พอดีเดิน ๆไปก็เจอปราสาททรายที่เค้าก่อไว้เลยถ่ายมาสวย ๆ (นึกว่าเราก่อเองละสิ อิอิ)อ้อ ! เวลาไปอย่าลืมไปแวะกินโรตีด้วยนะ เค้าแนะนำกันมามีให้เลือกหลายไส้ ไส้แปลก ๆ ก็มี เราก็ไปกินมาแหละ ก็ just โรตีบนเกาะ




อันนี้เป็นภาพบรรยากาศเช้า ๆ หน้ารีสอร์ท ก่อนเดินทางกลับ ได้นั่งเล่นชิลด์ ๆ ซักที หลังจาก 2 วันก่อนตลุยกันจนหมดเรี่ยวหมดแรง

.

.

.

.

.




ปิดท้ายการเดินทางที่เกาะไข่ สัญลักษณ์แห่งตะรุเตา "ซุ้มประตูหิน" อันนี้เค้าให้ลอดแล้วอธิษฐานจะสมปรารถนา เราก็อธิฐานไปด้วย....อันนี้น่าจะจริงตามเค้าว่า